สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองกวางโจว

กวางโจว4

ถ้าพูดถึงประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ แน่นอนว่าประเทศจีนมีเมืองอยู่มากมายจึงมีแหล่งท่องเที่ยวเที่ยววัฒนธรรม ประเพณีที่แต่งต่างกันในแต่ละเมือง ประเทศจีนจึงมีสถานที่เที่ยวมากมายรวมทั้งธรรมชาติที่สวยงาม จึงเป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าไปสัมผัส เยี่ยมชมกัน เราจึงมาแนะนำสถานที่เที่ยวของเมืองกวางโจว ซึ่งเป็นเมืองที่สวยงามอีกเมืองหนึ่งของประเทศจีน จะมีสถานที่เที่ยวไหนที่น่าสนใจบ้างนั้นไปดูกันเลย…

กวางโจว1

อนุเสาวรีย์ 5 แพะ เป็นสัญลักษณ์เมืองกวางโจว
เมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สร้างโดย ใช้หินแกรนิตจำนวน 120 ก้อน แกะสลักประกอบเป็นแพะ 5 ตัว แพะตัวใหญ่คาบรวงข้าว 6 รวง ยืนสง่าอยู่บนดอย สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเทพเจ้าที่ดลบันดาลให้เมืองกวางโจวมีความเจริญอุดมสมบูรณ์ทางเกษตรกรรม เมืองกวางเจานี้ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแพะ” เนื่องจากมีตำนานเล่าขานกันต่อมาว่า ในสมัยราชวงศ์โจว เทพห้าองค์มองเห็นเมืองกวางเจาแห้งแล้งอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง

จึงทรงประทับแพะซึ่งคาบรวงข้าวลงมาจากสวรรค์มาให้ชาวบ้าน และได้ดลบันดาลให้เมืองกวางเจามีความเจริญและอุดมสมบูรณ์ จากนั้นเทพทั้งห้าก็หายไป คงเหลือไว้แต่เพียงแพะทั้ง 5 ตัวที่กลายเป็นหิน ดังนั้นชาวเมืองจึงถือว่าแพะเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำเมืองจนทุกวันนี้ กวางเจาจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “เมืองแพะ”

กวางโจว7

พิพิธภัณฑ์ ดร. ซุนยัดเซ็น
พิพิธภัณฑ์ ดร.ซุนยัดเซ็น ตั้งอยู่ที่เมืองกวางโจว เมืองเอกในมณฑลกวางตุ้ง ของประเทศจีน พิพิธภัณฑ์ดร.ซุนยัดเซ็น ( Dr.Sun Yat Sen Memorial ) สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง ดร.ซุนยัดเซ็น ซึ่งถือว่าเป็นบิดาของคนจีนยุคใหม่ ดร. ซุน ยัดเซ็น เป็นผู้ก่อตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง และเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีน เป็นแกนนำคนสำคัญในการโค่นล้มราชวงศ์ชิง เป็นผู้ที่มีพระคุณกับชาวจีนอย่างใหญ่หลวงเพราะเป็นผู้ที่ปลดปล่อยชาวจีน ให้รอดพ้นจากสังคมเดิมที่ล้าหลัง และระบบกษัตริย์ราชวงศ์ชิง พิพิธภัณฑ์ ดร.ซุนยัดเซ็น สร้างเสร็จในปี 1972 สร้างเพื่อระลึกวันเกิดร้อยปีของ ดร.ซุนยัดเซ็น สัญลักษณ์ของหอที่ระลึกแห่งนี้คือรูปปั้นเหมือนของตัวท่าน ที่ตั้งอยู่ ทางด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ และแผ่นป้ายที่เขียนว่า”เทียนเซี้ยะเหวยกง ” ซึ่งท่านก็เป็นผู้เขียนด้วยตัวของท่านเอง โครงสร้างภายนอกเลียนแบบวังจีน หลังคาปูด้วยกระเบื้องสีเหลือง ภายในหอมีห้องประชุมใหญ่ ห้องสมุด ดร.ซุนยัดเซ็น ห้องภาพ และห้องบรรยาย ในห้องโถงใหญ่มีรูปปั้นดร.ซุนยัดเซ็นที่ทำจากทองแดงแท้ สูง 5.8 เมตร ฐานสูง 3.1 เมตร ลานกว้างหน้าหอเป็นที่ชุมนุม เที่ยวเล่นของชาวไทเป โดยเฉพาะช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ที่นี่จะคึกคักเป็นพิเศษ ภายในอนุสรณ์สถานนั้นเป็นหอประชุมขนาดใหญ่รูปทรงแปดเหลี่ยม ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเยี่ยม เพราะสร้างขึ้นโดยไม่มีเสากลางห้อง ที่จะบดบังสายตาของผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม

กวางโจว8

เกาะซาเหมี่ยน ( Shamian Island )
เคยเป็นเขตสัมปทานเช่าของอังกฤษและฝรั่งเศสในช่วงหลังจากสงครามฝิ่น ปัจจุบับเกาะนี้เป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับผู้ที่นิยมความเงียบสงบ อาคารบ้านเรือนยังคงมีรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรป นอกจากนี้ยังมีร้านค้าร้านกาแฟริมทาง และบาร์ตามแบบชาวยุโรป

กวางโจว2

ล่องแม่น้ำไข่มุก (Pearl River)
แม่น้ำจูเจียง แม่น้ำเพิร์ลหรือแม่น้ำไข่มุกซึ่งอยู่ในเขตเทียนเหอ ย่านธุรกิจของกวางเจา นับเป็นแม่น้ำที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและประวัติศาสตร์ รวมถึงการคมนาคม ขนส่ง เป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับ 3 ของประเทศจีน มีความยาวประมาณ 2,000 กม. ชื่อแม่น้ำไข่มุกนี้มาจากก้อนหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งที่ก้นแม่น้ำ มีลักษณะกลมมน ผิวเรียบเนียนและส่องแสงประกายคล้ายไข่มุก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นหินไข่มุกทะเล ปัจจุบันสองฝากฟั่งแม่น้ำเต็มไปด้วยอาคารสูง โรงแรมระดับ 5 ดาวและแหล่งชอปปิ้งมากมาย การล่องเรือชมวิวดูสีสันยามค่ำคืนภายใต้อากาศที่เย็นสบายและท่ามกลางเรือแต่ละลำที่ประดับไฟสีสันสวยงามเห็นวิวสะพานแขวนที่ประดับไฟสวย และตึกสูงระฟ้าเมื่อเปิดไฟพร้อมๆ กัน ดูแล้วก็ให้สีสัน สวยงามต่างไปจากช่วงกลางวัน ตอนล่องเรือจะมีเลเซอร์ลำแสงยาวๆ จากตึกสูงๆยิงไปรอบๆ เมืองด้วย ก็จะเพิ่มความตื่นตาตื่นใจ ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ทำให้เราได้รู้จักเมืองกว่างโจวยุคใหม่ได้ดีขึ้น

กวางโจว3

วัดลิ่วหรงซื่อ (Liu rong si temple)
วัดไทรหกต้น หรือ วัดลิ่วหรงซื่อ แปลว่าวัดต้นไทรหกต้น อยู่ที่เมืองกวางโจว สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1080 (ค.ศ. 537) เป็นวัดเก่าแก่สร้างตั้งแต่สมัยถัง เดิมไม่ได้ใช้ชื่อนี้ จนมาถึงราชวงศ์ซ่ง (ราชวงศ์ซ้อง) จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดลิ่วหรงซื่อ โดยกวีที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยซ้อง ท่านได้มาเที่ยวที่วัดแห่งนี้ เห็นภายในวัดมีต้น หรง อยู่หกต้น จึงหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนตัวอักษร 2 ตัว ว่า ลิ่ว หรง (ลิ่ว แปลว่า หก หรง แปลว่า ต้นไทร) จนถึงราชวงศ์หมิง ชาวบ้านจึงเรียกวัดนี้กันว่า วัดลิ่วหรงซื่อ วัดแห่งนี้มีเจดีย์ 9 ชั้น สร้างขึ้นมาพร้อม ๆ กับวัดเพื่อบรรจุพระสารีริกธาตุ ที่เก่าและสูง เลยเป็นสิ่งก่อสร้างโบราณที่มีความสูงที่สุดในกวางเจา เจดีย์นี้เรียกว่า เจดีย์ดอกไม้ ว่ากันว่ามองเหมือนดอกไม้ หลังคาสีแดงของเจดีย์เป็นลอนโค้งเป็นกลีบดอก ยอดของเจดีย์เป็นเกส

กวางโจว5

กว่างโจว กวางโจว หรือ กวางเจา
กว่างโจวเป็นเมืองใหญ่สุดทางภาคใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นมณฑลซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 3 แห่งของจีน คือ เซินเจิ้น จูไห่ และ ซัวเถา นอกจากนั้นเมืองกว่างโจวยังมีสำเนียงเฉพาะถิ่นที่ถือว่าเป็นมาตรฐานของ ฮ่องกง และมาเก๊า เรียกว่า สำเนียงกว่างโจวอีกด้วย
กวางโจว เคยมีชื่อเรียกว่า สุ้ย บางครั้งเรียกว่า เมืองห้าแพะ หรือ เมืองแพะ ประวัติศาสตร์ของกวางโจวมีมายาวนานก่อนราชวงศ์ ฉิน มีชื่อเรียกว่า ฟานยวี๋ เมื่อถึง ค.ศ. 226 จึงเริ่มเรียกว่า กวางโจว ที่นี่มีแม่น้ำ จูเจียง ไหลผ่านกลางเมือง จึงมีการจราจรทางน้ำที่สะดวกยิ่ง ตั้งแต่สมัย ราชวงศ์ ฮั่น เป็นต้นมา มีเรือจากกวางโจว เดินทางไปยังที่ต่าง ๆ จนถึงราชวงศ์ถักวางโจวได้กลายเป็น เมืองท่าที่มีชื่อเสียงของโลก มีการค้ากับต่างประเทศอย่างมั่งคั่งเป็นพิเศษ ผลิตภัณฑ์จากทางภาคใต้ของ ประเทศจีน เช่น ผ้าไหม ใบชา เป็นต้น ได้กลายเป็นสินค้าส่งออกจากที่นี่ เรือสินค้าของต่างชาติก็มาที่นี่เป็นจำนวนมากเช่นกัน กวางโจวยังได้รับการขนานนามว่าเป็น ประตูด้านใต้ของประเทศจีน ปัจจุบัน กวางโจวไม่เพียงแต่มีการจราจรทางน้ำที่เฟื่องฟูมั่งคั่ง แต่ยังมีสายการบินนานาชาติ บินเข้า – ออก อีกจำนวนไม่น้อยทีเดียว กวางโจวจึงมีฐานะของเมืองที่สำคัญยิ่งของประเทศจีน ในด้านการค้ากับต่างประเทศ
เมืองกว่างโจวตั้งอยู่ปากแม่น้ำจูเจียง และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความประวัติศาสตร์ ยาวนานกว่า 2,800 ปี เป็นจุดเริ่มของเส้นทางสายไหมทางทะเลในครั้งอดีต และยังเคยเป็นเมืองท่าเสรีแห่งแรกและแห่งเดียว ที่เปิดต้อนรับชาวตะวันตกที่เข้ามาติดต่อค้าขาย
กว่างโจวแม้จะเป็นศูนย์กลางในการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน แต่กว่างโจวยังมีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ในรูปสถานที่สำคัญต่าง ๆ ปัจจุบันกว่างโจวมีบทบาทเป็นเมืองในเขตเศรษฐกิจการค้า ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในภาคใต้ของจีน และยังได้รับสถานะเป็นหนึ่งในสามเมืองท่าที่สำคัญที่สุดของจีน อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีผลผลิตโดยรวมมากที่สุดด้วย นอกจากนั้นยังมีการคมนาคมขนส่งที่สะดวก ทันสมัย มีระบบรถไฟใต้ดินครอบคลุมเมืองชั้นในทั้งหมด รวมทั้งด้านภูมิอากาศ อาหาร การดำรงชีวิต ตลอดจนความเป็นอยู่ก็มีความคล้ายคลึงกับประเทศไทย
กว่างโจวมีภาพลักษณ์ค่อนข้างแตกต่างจากเมืองทางเหนือ ซึ่งบรรยากาศที่เต็มไปด้วย “ราชการและเป็นทางการ” แต่ในกว่างโจวจะรู้สึกและรับรู้ได้ถึง “การค้าและความวุ่นวาย”
ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของกว่างโจวมีมายาวนาน ก่อนราชวงศ์ฉิน มีชื่อเรียกว่า ฟานยวี๋ เมื่อถึงปี พ.ศ. 769 (ค.ศ. 226) จึงเริ่มเรียกว่า กว่างโจว ที่นี่มีแม่น้ำจูเจียง ไหลผ่านกลางเมือง จึงมีการจราจรทางน้ำที่สะดวกยิ่ง ตั้งแต่สมัย ราชวงศ์ฮั่น เป็นต้นมา มีเรือจากกว่างโจว เดินทางไปยังที่ต่าง ๆ จนถึงราชวงศ์ถัง กว่างโจวได้กลายเป็น เมืองท่าที่มีชื่อเสียงของโลก มีการค้ากับต่างประเทศอย่างมั่งคั่งเป็นพิเศษ ผลิตภัณฑ์จากทางภาคใต้ของ ประเทศจีน เช่น ผ้าไหม ใบชา เป็นต้น ได้กลายเป็นสินค้าส่งออกจากที่นี่ เรือสินค้าของต่างชาติก็มาที่นี่เป็น จำนวนมากเช่นกัน
มีสถานที่ทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ภายในตัวเมืองมีวัดชื่อ กวงเซี่ยวซื่อ เป็นโบราณสถาน ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง ในสมัยราชวงศ์ ฮั่น เคยเป็นที่ประทับของ ฮ่องเต้ หนานเยว่ แห่งยุคฮั่นตะวันตก จนมา ถึงยุคฮั่นตะวันออก จึงได้กลายเป็นวัด ยังมีวัดอีกแห่งหนึ่งชื่อ ลิ่วหรงซื่อ ถูกสร้างขึ้นใน พ.ศ. 1080 (ค.ศ. 537) เดิมมิใช่ชื่อนี้ จนถึงสมัยราชวงศ์ ซ่ง (ราชวงศ์ซ้อง) นักวรรณคดีผู้ยิ่งใหญ่ ชื่อ ซู ซื่อ ได้มาเที่ยวที่นี่ เห็นว่าภายในวัดมีต้น หรง อยู่หกต้น จึงหยิบ พู่กันขึ้นมาเขียนตัวอักษร 2 ตัว ว่า ลิ่ว หรง (ลิ่ว = หก ; หรง = ชื่อต้นไม้) จนถึงราชวงศ์หมิงประชาชนจึงเรียก วัดนี้ว่า ลิ่ว หรง ซื่อ
ภูมิอากาศ ภูมิอากาศของกว่างโจวถูกจัดว่าดีมาก ฤดูหนาวไม่หนาวจัด ฤดูร้อนไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งสี่ฤดูตลอดปีจะมีดอกไม้บาน ผู้คนจึงมักเรียกกว่างโจวว่า เมืองดอกไม้กว่างโจวมีภูมิทัศน์ที่งามตามีจุดชมวิวมากมาย